[sf] baby it's cold outside

posted on 21 Nov 2011 15:35 by poodingjae  in Fictions
แวะมาปัดฝุ่นให้บล็อกก่อน... เดี๋ยวจะเอาเพลงออก + ปรับใหม่ให้หมด
เพราะดูท่าทางว่าคงต้องใช้อีกเยอะเลย _ _
มีฟิคหลายเรื่องเลยค่ะ ที่ไม่ได้ลงบอร์ดนี้..
โอย.. มาคิดจะปัดฝุ่นบล็อกทำไมตอนจะเปิดเทอม (วะคะแสรสสส)
 
โอเค..
วันนี้มาพร้อมกับ..
 
กับ..
 
ฟิคชื่อป่วงค่ะ baby it's cold outside ♥
 
 
ปล. ว่าจะลงผิดพลาดฟิคยาว สวัสดี อิอิ
 
 
------------------------------
 
 
medy & Romantic
PG - 13
Yunho x Jaejoong
Yuchun x Junsu







รักครั้งแรกของคุณเริ่มต้นเมื่อไหร่?

ตอนสามขวบผมเคยขอเด็กผู้หญิงข้างบ้านเป็นแฟน คบกันได้ครึ่งวันแล้วก็เลิกเพราะแม่งอ้วกใส่เสื้ออุลตร้าแมนของผม..

ตอนหกขวบ มีเด็กผู้หญิงหน้าตาจิ้มลิ้มขอผมเป็นแฟน คนนี้คบนานกว่าแฟนคนแรกครับ...

เลิกกันเพราะแม่งน่ารำคาญ.. เธอติดผมมาก พอเลิกเรียนผมจะเล่นกับเพื่อนผู้ชายเธอก็ไม่ให้เล่นเว้ย.. แบบ.. ลากผมไปเล่นบาร์บี้อะ!

ทนไปได้สามวันก็ขอเลิกเลยครับ .. บอกไปว่า “เธอดีเกินไป เราเลิกกันเถอะ”

คิดย้อนไปแล้วก็ตลกดี แก่แดดชิบหาย..

โตขึ้นมา ตอนป.6 ..

ตอนนั้นผมอายุสิบสองครับ

ชอบเด็กผู้หญิงคนนึง เธอชื่อควอน โบอา อยู่ห้องหนึ่ง ผมอยู่ห้องสอง
คือ... ห้องมันตรงข้ามกัน

ผมนั่งหน้าสุดริมประตู เธอนั่งแถวที่สามนับจากหน้าต่าง.. แถวที่สองนับจากกระดาน
สวรรค์ครับ..

ผมมองเห็นเธอทุกวัน.. เธอมองเห็นผมทุกวันเหมือนกัน คือ.. นึกภาพออกมั้ย? กระดานของเราไปกันคนละฝั่งน่ะครับ

มองกันไปมองกันมาได้หนึ่งอาทิตย์เธอก็เข้ามาถามชื่อผมตอนพักกลางวัน

“หวัดดี.. ชื่ออะไรหรอ?” โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

น่ารักโคตรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรร

“ช..ชองยุนโฮ”

“หรอ.. เราชื่อควอน โบอา.. เพิ่งย้ายมาจากญี่ปุ่น”

เธอยิ้มครับ..

ผมก็ยิ้มตอบ..

สอง วันหลังจากนั้นเราก็ ไปกินอาหารญี่ปุ่นกันทุกวันครับ ผมจ่าย โดนแม่บ่นทุกวัน ว่าตัวแค่นี้ทำไมใช้เงินเปลือง .. (ถึงแม้ว่าบ้านของเราจะเป็นบริษัทอัญมณีติดอันดับโลกก็ตาม) ครับ เราเป็นแฟนกัน



...............ได้สองเดือน



“ยุนโฮ.. เลิกกันเถอะ”

“ฮ้ะ!”

แทบพ่นราเมน...

“เรา.. เราไม่ได้ชอบยุนโฮมากขนาดนั้นอะ”

“ฮะ..”

“เลิกกันเถอะ”

แล้วเธอก็ออกจากร้านไป..

ทิ้งให้ผมนั่งอ้าปากหวออยู่คนเดียว..

ผมอึ้งอยู่ประมาณสามนาที.. แล้วก็เรียกพี่พนักงานมาเก็บตังค์..

ค่อยๆลุกขึ้นจากโต๊ะ.. กลับบ้าน..

ระหว่างทางฝนตกครับ

ลืมพกร่มมา.. เปียกมะล่อกมะแล่ก

โดนแม่ด่าแต่ก็ไม่สนใจครับ.. เดินขึ้นห้อง.. อาบน้ำ.. ล้มตัวลงนอน

แล้วก็.. ร้องไห้..

โหย.. มันโคตรแบบ เฮิร์ทอะ คือ.. เชี่ยเอ๊ย เฮิร์ทมาก

เจ็บโคตรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรร



ผมไม่มีแฟนอีกเลยตั้งแต่วันนั้น

จนกระทั่งม.ปลาย

ผมย้ายมาเรียนในโซล

แล้วก็.. ได้เจอกับคนคนนึง..

คือ..

ก็แบบ..

เขินว่ะ.. ให้เล่าจริงๆหรอ?

........

เขินว่ะ (หัวเราะ)

ก็..

จนกระทั่งขึ้นม.ปลาย .. ผมเจอกับคนคนนึง..

วันแรกที่เปิดเทอม..

ผมหาห้องไม่เจอ..

แทบร้องไห้........................................

คือโรงเรียนนี้มันใหญ่มากครับ..

ก็แหงอยู่แล้วอะ.. ค่าเทอมแม่งขูดรีดมาก พูดง่ายๆ.. ต้องรวยในระดับนึงครับถึงจะเรียนที่นี่ได้..

เครื่องแบบสวยมาก

ติดแอร์ทุกห้อง

ใครอยากอยู่ประจำก็จ่ายเพิ่มอีกเท่าตัว.. ใครจะไปจ่ายล่ะครับ (แต่ก็มีว่ะ) ผมซื้อห้องในคอนโดอยู่ดีกว่า

แล้วก็.. มันเป็นชายล้วนอะนะ (หัวเราะ)

...ผมบอกไปแล้วใช่มั้ยว่ามันใหญ่?

เออ... บอกไปแล้ว

มันก็ไม่แปลกครับที่ผมจะหาห้องไม่เจอ

ไม่รู้จะทำไงครับ...

แทบร้องไห้จริงๆ..

คืออีกสิบนาทีเข้าเรียน แต่กูหาห้องไม่เจอ !!

ผมงี้แทบทรุด..

แล้วก็...

“พี่เห็นเราขึ้นลงตึกอยู่สามรอบแล้ว.. ให้ช่วยอะไรรึเปล่า?” รู้สึกอุ่นๆตรงไหล่..

แล้วก็เลยหันหลังไปมอง

......

ผมเห็นดวงตากลมๆที่บอกว่าเขากำลังเป็นห่วง.. ปากอิ่ม.. ที่ถูกวาดเป็นรอยยิ้มส่งมาให้.. เหมือนโลกจะหยุดหมุนอะ..

พี่ เขาอยู่ในเครื่องแบบ.. ที่ไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไหร่นัก กระดุมสองเม็ดบนถูกปลดออกมาเผยให้เห็นผิวขาวที่ตัดกับผมสีดำ ชายเสื้อที่ไม่ยัดเข้าไปในกางเกงเหมือนนักเรียนทั่วไป เช่นเดียวกับที่พี่เค้าไม่ยอมใส่สูทดำขลิบแดงเลือดหมูกับเนคไทด์ที่เป็น เครื่องแบบชิ้นสำคัญ

ครับ..

คนนี้แหละ..

ใช่เลย..

“ผมหาห้องไม่เจอ”

บอกพี่เค้าไปตามตรง..

“เพิ่งมาโรงเรียนวันแรกหรอ?” เสียงหวานๆนั่นกลั้วหัวเราะ “อยู่ห้องอะไรล่ะ”

“หนึ่งเอ..”

พี่เขาเลิกคิ้วแล้วพยักหน้าตอบรับ “ใช้ได้นี่..”

“ครับ..”

รู้สึกเหมือนตัวเล็กลงไปอีก..

“พาไปส่งมั้ย?”

“ครับ”



ปฏิเสธให้โง่ดิวะ!


ผมมารู้ทีหลังว่าพี่เขาชื่อแจจุง.. อยู่ปีสาม..

แล้วก็เพิ่งรู้ว่าพี่เค้าป๊อบมาก

อ่านปากนะ..

“ม-า-ก”



“น้อง.. คือสีเราขาดลีด ปีสองเขาคุมสแตน ทำพาเรดแล้ว ใครไม่ขึ้นมาเป็นลีดให้หน่อยดิ” พี่ปีสามห้องเอยกกันมาเกือบหมด.. พี่คนพูดเหมือนจะอยู่กลุ่มเดียวกับพี่แจจุง ชื่อ.. ยูชอนมั้ง

“เร็วๆ มีซักคนมั้ย? ม่วงกับฟ้ามันซ้อมลีดกันจะจบเพลงแรกแล้วนะเว้ย”

รู้สึกว่ากีฬาสีโรงเรียนเราแบ่งสีตามห้องน่ะครับ.. ห้องเอบีซีอยู่สีแดง ดีอีเอฟอยู่สีม่วง จีเอชไออยู่สีฟ้า ..มีแค่สามสี

ไม่มีผู้ชายคนไหนในห้องอยากเป็นครับ..


กริบทั้งห้อง

“ห้องบีกับซีเค้าอาสาเป็นลีดกันจะหมดแล้ว ห้องน้องจะไม่ช่วยสีหน่อยหรอวะ”

กดดันชิบหาย..

นั่งก้มหน้ากันเกือบทั้งห้อง..

ครับ.. เกือบ..

มีแค่ผมที่นั่งหลังสุด..

...ชะเง้อหาพี่แจจุงครับ

ปัง!!!!


เสียงตบโต๊ะครับ..

“นี่จะไม่ร่วมมือกันเลยหรือไงวะ! จะเอาแต่เรียนหรอ? ไม่คิดจะร่วมกิจกรรมอะไรเลยหรอวะ!!!”

พี่ยูชอนตวาดสุดเสียงครับ..

สงสารคนที่นั่งหน้าสุดชิบหายเลย..

“มึงใจเย็น”

เสียงคุ้นๆว่ะ...

“ใจเย็นเหี้ยไรวะมึงแจจุง.. เด็กมันไม่สนใจห่าอะไรเลยอะ”

...แจจุง

“มึงใจเย็น ค่อยๆพูดดิ.. ตอนเราอยู่ปีหนึ่งก็เป็นแบบนี้อะ”

เสียงพี่แจจุง...

“กูเย็นไม่ไหวแล้วสัตว์!”

“มึงอย่ามาด่ากูนะ”

“กูไม่ได้ด่ามึง”

“ไม่ได้ด่าเหี้ยอะไรวะ”

พี่ยูชอนสบถ แล้วตบโต๊ะอีกรอบ “กูบอกมึงแล้วไงว่ากูไม่ได้ด่า มึงแหละด่ากู”

“มึงอย่ามาขึ้นเสียงกับกูนะปาร์คยูชอน!”

...ผมว่าผมเห็นพี่แจจุงแล้ว

วันนี้ใส่สูทดำขลิบเลือดหมูถูกระเบียบครับ.. ผมดำ.. สูทดำ มันยิ่งทำให้พี่เขาขาวมากโคตรๆ..


คือสวยโคตร..


“กูไม่ได้ขึ้นเสียงกับมึง”

“มึงกำลังขึ้นเสียงกับกูอยู่ หัดใจเย็นๆบ้างดิวะ!”

หน้าหวานๆนั่นบอกว่าเจ้าตัวกำลังโกรธครับ.. ขมวดคิ้วใหญ่เลย..

“กูบอกแล้วว่ากูเย็นไม่ลง!”

“กูสั่งให้มึงใจเย็นไงปาร์คยูชอน!”

..เหมือนลูกแมวขู่

“มึงจะให้กูท...”

พี่ยูชอนชะงัก.. ผมเห็นพี่เขาก้มลงมองคนข้างหน้า เจ้าของโต๊ะที่พี่เค้าตบน่ะแหละ..

“เป็นอะไร?”

ใครเป็นอะไรวะ?

“ฮึก..”

อา...

เสียงสะอื้นว่ะ..

ทั้งห้องเลิกก้มหน้าครับ ค่อยๆชูคอกันมองไปที่หน้าห้อง

“ใครร้องไห้วะ” ผมหันไปกระซิบกับเพื่อนข้างๆ.. มันชื่อ.. ชื่ออะไรวะ.. ซักชื่ออะ..

“เหมือนจะชื่อคิมจุนซูมั้ง..”

มันก้มหน้าลงไปทำโน้ตย่อต่อ.. ไอ้เหี้ย นี่เพิ่งเปิดเทอมมาสามวันนะ.. มึงเขียนโน้ตย่อเตรียมอ่านสอบแล้วหรอวะ

“แล้วนายชื่ออะไร?”

มันหันมามองผม

“โจควอน”

แล้วก็ก้มลงไปเขียนต่อ

เลิกสนใจมันเหอะ..

ผมสนใจคนข้างหน้ามากกว่า

พี่ยูชอนก้มตัวลงมองคิมจุนซูที่นั่งหน้าสุด หมอนั่นนั่งสะอึกสะอื้นจนน่าสงสาร ผมเห็นมันยกมือขึ้น แล้วส่ายหัวเป็นพัลวัน

“ไม่ได้เป็นอะไรแล้วร้องทำไม?”

“ไม่..ฮึก..ไม่ร้อง”

“ออก ไปคุยกับน้องเค้าข้างนอกเหอะ เดี่ยวกูจัดการเอง” ดูเหมือนว่าพี่ยูชอนที่ค่อยๆสงบลงเพราะการดราม่าของรุ่นน้องจะเชื่อฟังเป็น อย่างดี .. แค่พี่แจจุงเอ่ยปากพูด พี่เขาก็พยักกหน้าแล้วสะกิดจุนซู

“ออกไปคุยกัน” หมอนั่นสั่นหัวดิก “เร็วๆ เสียเวลา ออกไปคุยข้างนอก”

“ฮืออ”

มันร้องไห้ลูกเดียว

จนพี่ยูชอนต้องกระชากแขน แล้วจูงออกไปจากห้องเรียน

บรรยากาศของห้องดูไม่ตึงเครียดเหมือนเมื่อกี้ครับ.. แต่ก็กริบอยู่ดี

ได้ยินแต่เสียงแอร์

บางส่วนหันไปเขียนขยุกขยิกเหมือนคนข้างๆผม บางส่วนก็อ่านหนังสือ .. แต่ส่วนใหญ่กำลังเงยหน้าขึ้นมองพี่แจจุง..คนสวย..ของกู..

มือ ของพี่เค้ายกขึ้นเสยผมดำระต้นคอที่ปรกหน้าอยู่ พี่แจจุงก้มลงมองพื้นชั่วครู่ ก่อนถอนหายใจออกมาเบาๆ.. แล้วยิ้ม... เหมือนไม่มีอะไรเกิดชึ้น

โคตรน่ารัก..

“สีเราขาดลีดคนนึง.. พี่อยากให้ห้องเอร่วมกิจกรรมบ้าง” ผมยืดตัว.. ไม่ได้อยากเป็นลีดหรอกครับ แต่อยากมองหน้าพี่เค้า.. เหมือนตุ๊กตาว่ะ.. อยากกอด..

ผมมัวแต่จ้องพี่เขา..

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่..

รู้ตัวอีกที..

“น้องที่หาห้องไม่เจอวันนั้น..”

หา?

“เราน่ะแหละ หลังห้องอะ”


.....



พี่เขาเรียกผม..


“ชื่ออะไรน่ะ.. มาเป็นลีดให้พี่ได้มั้ย”

พี่เขาจ้องผม... สายตา... ที่บอกว่ากำลังขอร้อง..

“ครับ...”

ไม่รู้ว่าผีสางเทวดาที่ไหนบันดาลใจให้ผมตกลงเป็นลีดของสีแดง..


แล้วเรื่องของเราก็เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันนั้น










ผมคิดว่าคุณคงไม่อยากฟังอะไรที่มันจิปาถะมากเท่าไหร่..

เอา เป็นว่าตั้งแต่วันนั้น ผมก็ไปซ้อมลีดทุกวันครับ.. แล้วก็.. เจอพี่แจจุงที่คอยนั่งดูทุกวัน (มารู้จากเพื่อนที่เต้นด้วยกัน – บอกว่าพี่เขาเองก็ไม่เคยเป็นลีดหรอกครับ แค่มาคุมเฉยๆ --- ดูท่าว่าพี่เขาจะเต้นไม่เป็นดด้วยล่ะ ฮ่าๆๆๆ)

ตอนแรกก็จะตายเอา..

คือมันไม่ใช่แนว..

ผมชอบเต้นนะ แต่ให้มา สามมมม สี่ หนึ่งสองสามสี่ ห้าหกเจ็ดแปดนี่มันไม่ใช่แนวว่ะ (หัวเราะ) คือ.. ก็นะ.. มันไม่ใช่

อา...

ทำไมไม่ถอนตัวหรอครับ?

เคย แล้ว.. เคยจะถอนตัวแล้ว ตอนที่ฝึกไปได้อาทิตย์นึง ถึงจะได้เจอหน้าพี่แจจุงทุกวัน.. ได้คุยกันบ้างสองสามคำในวันนึง แต่ก็บอกแล้วไง ว่ามันไม่ใช่แนว

ไปขอถอนตัวกับพี่แจจุงครับ.. (หัวเราะ)

“อืม.. ก็ไปสิ” พูดแค่นั้นแล้วก็ทำท่าจะเดินหนีไปเลย..

“เดี๋ยวพี่..”

“อะไร ไม่อยากเต้นก็ไม่ต้องเต้น ช่วยสีแค่นี้ไม่ได้ใช่มั้ย”

“พี่แจจุง..”

พี่เขานิ่งไปซักพัก.. แล้วหันกลับมามองผม

คือตอนนั้นแบบ..


.....


มันแบบ ไม่ไหวแล้วครับ เข้าใจปะ? (หัวเราะ)

พี่แจจุงที่เหลือแค่เชิ้ตขาวไม่ติดกระดุมสองเม็ดบน.. แถมชายเสื้อหลุดลุ่ยออกมานอกกางเกงนี่แบบ..

คือน่ารักอะ..

แล้วยิ่งขอบตาแดงๆ.. เหมือนจะร้องไห้.. คือโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

กูแบบ

ระเบิดตัวตาย เข้าใจปะ? คือมันแบบ




โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยย โว๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย




กูอยากแบบ โอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย




สวยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย





โอเค...

จริงๆ น่ารักมาก สวย.. ลืมไปหมดอะว่าเค้าเป็นผู้ชาย เห็นแล้วใจเต้นรัว (หัวเราะดังๆ)

ผมเดินเข้าไปหาพี่เขา.. หยุดอยู่ตรงหน้า

“อะไร.. ไอ้เด็กหาห้อง..”

“พี่.. ผมชื่อยุนโฮครับ.. ชองยุนโฮ”

ขมวดคิ้วอีกแล้ว.. ปากแดงยื่นออกมาเหมือนเด็กโดนขัดใจอะ.. โอย.. ตาย...

“อื้ม.. จะจำไว้..”

“ถ้าพี่อยากให้ผมเต้น ผมก็จะเต้น”

พี่แจจุงเลิกคิ้ว

“ทำไม?”

“ก็... ตอบแทนที่พี่พาผมหาห้องวันนั้นไง”

ก็.. แค่นี้ล่ะครับ..

หลังจากนั้นเราก็คุยกันบ่อยขึ้น

อื้มมมม..

มีความสุข smile.gif



อันที่จริง.. พอผ่านไปเดือนนึง เราก็คุยกันทุกวันครับ

คุยกันทุกวันจริงๆ แล้วเพื่อนพี่เค้าก็แซวทุกวัน

ตอนสอบปลายภาคหนึ่ง.. พี่เค้าก็มาติวให้

บอกว่าตอบแทนที่ช่วยสี.. อา... เขินครับ...

ติวกันที่ห้องสมุดที่เปิดทุกวันไม่เว้นปิดเทอม วันหยุดเสาร์อาทิตย์ หรือวันนักขัตฤกษ์


ติวไปได้ไม่ถึงชั่วโมง ผมก็เริ่มชวนพี่แจจุงคุย..

“ผมยังไม่เคยคุยกับพี่ยูชอนเลยพี่.. พี่สนิทกันหรอ?”

คือพี่แจจุงเค้าพูดว่าประมาณว่ายูชอนเก่งภาษาอังกฤษมากน่ะ

“อืม สนิทกันน่ะ ทำไมหรอ?”

“เปล่าพี่.. ผมว่าพี่เค้าน่ากลัว” ...ไม่น่าสนิทกับคนน่ารักแบบพี่ (แอร๊ย)

“อ้อ..” พี่แจจุงพยักหน้า “ตอนนั้นใช่มั้ย? ตอนเด็กที่ชื่อจุนซูร้องไห้”

“ครับ.. เพื่อนผม”

คราวนี้พี่แจจุงตาโต

“สนิทมั้ย”

“ไม่ค่อยอะครับ ผมไม่ค่อยมีเพื่อนในห้องเท่าไหร่.. คุยกับจุนซูบ่อยสุดแล้วล่ะ”

“เฮ้ย.. แล้วทำไมไม่รู้เรื่องยูชอน?”

“ครับ?”

พี่แจจุงหัวเราะครับ เริ่มต้นหัวเราะ หัวเราะดังมากจนอาจารย์บรรณารักษ์ส่งสายตาดุๆมาให้

“เด็กนั่นกับไอ้บ้ายูชอนมันดูๆกันอยู่ นี่จุนซูไม่เคยเล่าให้ฟังเลยหรอว่าเป็นยังไง? เพื่อนกันจริงปะเนี่ย?”

“อ๋อ.. ไม่เคยคุยกันเรื่องนั้นครับ”

พี่แจจุงหัวเราะอีกรอบ

“ยูชอนมันติสต์.. อารมณ์รุนแรงจริง โกรธง่าย แต่หายเร็ว”

“แบบตอนนั้น”

“อืม.. นั่นระดับปานกลาง” ปากกาคิตตี้ถูกวางลง พี่แจจุงประสานมือแล้วยกขึ้นช้อนใต้คาง

“มีมากกว่านั้นหรอครับ”

“อืม.. หมอนั่นเคยบอกไว้ นึกยังไงมาถามเรื่องมันกับพี่เนี่ย?”

“ก็อยากชวนพี่คุย”

แล้วพี่แจจุงก็ยิ้มครับ.. ยิ้มเหมือนเดิม

“เออ รู้แล้ว”


ผมอยากจะพูดว่าพี่น่ารัก


อยากจะบอกว่าพี่สวย


...อยากกอดพี่


......


มันอาจจะเร็วไปนะ..


แต่อยากบอกพี่เค้าอะ..


ว่าผมชอบพี่นะ.. ชอบพี่มากๆ.. เป็นแฟนกับผมได้มั้ย...


อา....


ฮ่าๆๆๆๆ....








สอบเสร็จแล้วครับ


ก็.. ไปรอพี่เค้าหน้าห้องสอบ

คือ... จริงจังครับ คิดว่าจะจีบแล้วล่ะ..

พี่ปีสามสอบเสร็จช้ากว่าผมหนึ่งชั่วโมง.. ก็รอพี่เค้าหน้าห้องน่ะแหละครับ..

รอไปสี่สิบนาที พี่คนอื่นๆก็เริ่มออกมา พี่ยูชอนเห็นผมก็เดินเข้ามาหา แล้วถามว่า “จุนซูสอบเสร็จรึยัง?”

........เออ

ผมก็พยักหน้าไป.. แล้วก็ถามพี่เค้า “พี่แจจุงสอบเสร็จยังครับ?”

พี่ยูชอนนิ่งไปซักพัก.. แล้วก็ยิ้มเว้ย

“จะจีบมัน?” พอผมไม่ตอบ พี่เค้าก็ขำ “เออ ทนมันหน่อยแล้วกัน ดื้อชิบหายอะ”

“แล้วพี่จะจีบจุนซูหรอ?”

พี่เค้าไม่ตอบครับ.. แล้วก็เดินผิวปากไปเลย

ไอ้นี่กวนตีน...


“บอกแจจุงด้วยนะเว้ย ว่าพี่ไปหาจุนซูแล้ว ไม่ต้องรอ ไปเดทกันได้เลย”






อีกยี่สิบนาทีต่อมา.. คนสวยของผมก็เดินออกจากห้องสอบครับ

คนสุดท้าย..

ขอบตาแดงๆอีกแล้ว

อา.. น่ารัก

นิ่งอยู่หน้าห้องสอบซักพักครับ จนอาจารย์เดินออกมา พี่เค้าก็โค้งให้.. แล้วก็ ยืนนิ่งๆต่อ

เป็นอะไรของเค้านะ?

ผมรอไม่ไหวครับ เดินเข้าไปหา

“พี่แจจุง?” สาบานได้ว่าแค่สะกิดที่ไหล่.. พี่เค้าก็หันมามอง... แล้วก็... เบะ...

“ยุนโฮ..”

.............................................

.............................................................................

..........................................................................................................




พี่เค้า... กอดผม..


กอดแน่นมาก...

สะอึกสะอื้นยกใหญ่เลย...

“พี่เป็นอะไร... ร้องทำไมครับ..”

หัวกลมๆนั่นโคลงเบาๆ แล้วกอดแน่นขึ้นอีก.. ผมเลยลูบหัวเค้า

รู้สึกเลยครับว่าสูทเปียก (หัวเราะ)

“พี่แจจุง”

“ทำไม่ได้.. ทำวิชาสุดท้ายไม่ได้..”

พูดเสียงอู้อี้ครับ..

แล้วก็ผละออกมา.. ก้มหน้า.. เอามือปาดน้ำตาเหมือนเด็กๆ

“วิชาเดียวเองพี่”

“ปีสามแล้ว คะแนนเดียวก็มีผลกับทั้งชีวิตนะ..” พูดไปสะอื้นไปครับ แล้วก็ปล่อยโฮอีกรอบ

“โธ่พี่... ครั้งหน้าเอาใหม่.. เดี๋ยวผมติวให้เอง”

"ฮือ...”

ร้องอย่างเดียวครับ.. ยืนร้องไห้อย่างเดียว.. ผมก็ ทำยังไงดีวะ? รวบตัวเข้าไปกอดหรอ? บ้าน่า....

ก็เลย.. ยกมือขึ้นครับ แล้วก็ลูบหัว

“คือทำไม่ได้.. ทำไม่ได้จริงๆ”

เริ่มต้นร้องหนักขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดผมก็บ้าจริงๆ.. บ้าโคตรๆ..

กอดพี่เค้าครับ... กอดแน่นมาก..

แล้วพี่เค้าก็... กอดกลับ

อยู่อย่างนั้นจนพี่เค้าสงบลงน่ะครับ ยี่สิบนาทีได้มั้ง (หัวเราะ) คิดไปแล้วก็ขำดี.. ทำไมถึงร้องไห้หนักขนาดนี้นะ แค่วิชาเดียวแท้ๆ..


มารู้เหตุผลทีหลัง ก็ขำก๊ากเลยครับ.. เดี๋ยวไว้เล่าให้ฟังนะ (หัวเราะ)







วันนี้ไม่มีซ้อมลีด


ไม่มีซ้อมสแตน

ไม่มีซ้อมพาเรด

ก็เลย.. กลับกับพี่แจจุง.. คือเอาจริง.. ผมเพิ่งรู้ว่าเราอยู่คอนโดเดียวกันเมื่อวาน (หัวเราะดัง)

ไม่รู้ว่ามันเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เราสนิทกันขนาดนี้ในฐานะรุ่นพี่กับรุ่นน้อง..

พี่เค้าหยุดร้องไห้แล้วครับ.. เหลือแค่จมูกแดงๆ ปากแดงๆ แล้วก็ตาแดงๆ

งุ๊งงิ๊งใหญ่เลย.. ว่าอาย

ผมเลยบอกไปว่าไม่ต้องอายหรอก.. ทั้งชั้นตอนนั้นมีแค่ผมกับพี่อยู่สองคน

พี่เค้าก็เลยบอกว่านั่นแหละอาย.. ร้องไห้ซบอกหนักขนาดนั้น

ผมหัวเราะ แล้วก็บอกว่าไม่เป็นไรครับ ผมเต็มใจ

พี่เค้าก็.. ตีแรงๆที่หลังครับ

ผมถามพี่เค้าว่าเขินหรอ

พี่เค้าก็บอกว่าเปล่า ไม่ได้เขิน

ไม่ได้เขินบ้าอะไรวะ.. หน้าแดงขนาดนี้อะ

ระหว่างทาง.. ก็ชวนพี่เค้าไปกินข้าวครับ

แต่พี่เค้าก็ส่ายหน้า บอกว่าไม่เอา เปลืองตังค์

ผมเลยบอกไปว่าเออ.. เดี๋ยวผมเลี้ยงเอง

พี่เค้าก็ส่ายหน้า แล้วก็ชวนผมไปห้องเค้า

..บอกว่าเดี๋ยวทำให้กิน

ใครใช้ให้น่ารักขนาดนี้วะ..




ห้องพี่แจจุงอยู่ชั้นสิบหกครับ ผมอยู่ชั้นสิบเจ็ด

รู้ว่าพี่เค้าอยู่ห้องไหนแล้วก็ดี จะได่ย่องมาหาทุกวัน (หัวเราะ)


ห้อง พี่แจจุงเรียบร้อยมาก น่าอยู่มาก ไม่เหมือนห้องผมที่เต็มไปด้วยถุงขนมกับเสื้อผ้าระเกะระกะ แล้วก็กางเกงในม้วนตัวเป็นเลขแปดประปราย.. เออครับ ผมซกมก

ตอนนี้ทุ่มนึงแล้วครับ ค่ำแล้ว พี่เค้าก็ทำกิมจิจิเกอยู่

ส่วนผมก็ดูทีวี ตอนแรกงี้นั่งเกร็งเชียว พอพี่เค้าบอกว่าตามสบาย ก็นะครับ.. นอนไขว่ห้าง กินขนม เหมือนอยู่ห้องตัวเองอะ

“เสร็จแล้ว” ตะโกนมาจากในครัวครับ ผมรีบวางขนม ปิดทีวี แล้วรีบวิ่งไปหาเลย

“หิวแล้ว” ยกมือขึ้นลูบพุง แล้วมองพี่แจจุงครับ.. พี่เค้าก็หัวเราะ

ผมช่วยพี่เค้าเตรียมจาน.. พี่เค้าก็ยกหม้อมาวางตรงกลางของโต๊ะ.. ไม่รู้ว่าผีสางเทวดาตนไหนสั่งให้ผมเข้าไปกอดพี่เค้าจากข้างหลัง..

คือมองแล้วเคลิ้ม.. เห็นพี่เค้าหัวยุ่งๆ ใส่ผ้ากันเปื้อน แล้วก็ยิ้มกว้างๆทีเคลิ้มครับ..

แพ้คนสวย..

(พี่แจจุงอ่านความคิดผมได้นี่คงถีบผมไปแล้ว เค้าไม่ชอบให้ใครบอกว่าสวยครับ)


“พี่ตัวหอม” ฟุดฟิดอยู่ที่ผมพี่เค้าครับ.. จริงๆผมไม่ควรทำแบบนี้นะ

“อื้ม..”

“พี่แจจุง” มือของพี่เค้าจับอยู่ที่มือของผมข้างหน้า

พี่เค้าไม่ได้แกะออก..

แต่กำลังกระชับมันให้แน่นขึ้น

“ผมชอบพี่นะ..”

“อื้ม.. รู้แล้ว”

“ผมรักพี่นะ..”

“พี่รู้..”

“เป็นแฟนกับผมได้มั้ย..”

แล้วก็ไม่มีใครพูดอะไรหลังจากนั้นครับ..

มีแค่พี่แจจุงที่หันหลังกลับมามองหน้า.. แล้วเราก็จูบกัน

มีความสุขเป็นบ้า..







ผมไม่เคยจูบใครมาก่อน

มันเป็นจูบแรกของผม..

นานเกือบยี่สิบนาทีครับ..

ยก ตัวพี่เค้าขึ้นนั่งบนพนักพิงโซฟา ล้วงมือเข้าไปใต้เชิ้ตขาวของโรงเรียน.. หลังพี่เค้าเนียนมาก.. นั่นคือสิ่งที่ผมคิดตอนนั้น.. หื่นเป็นบ้าว่ะ (หัวเราะ)

พี่แจจุงเองก็ใช่ย่อยครับ.. ขยุ้มผมของผมใหญ่.. แล้วก็.. เอามืออีกข้างปลดกระดุม

ไม่รู้ว่าเชิ้ตของผมมันกองลงไปกับพื้นตั้งแต่เมื่อไหร่

ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนไหนที่พี่แจจุงเหลือแค่เชิ้ตกับบ็อกเซอร์ตัวเดียว

เรายังคงจูบกัน..

เรารู้ว่าเราต้องการกันและกัน

บางทีถ้าพี่แจจุงไม่ผละออกมา.. อะไรๆอาจเกินไปกว่านี้ก็ได้..

“มันเร็วไปยุนโฮ..”

อา...

ผมหัวเราะแก้เก้อ.. แล้วยกมือขึ้นติดกระดุมเชิ้ตให้เขา..

พี่แจจุงหน้าแดง

“ไว้พี่เข้ามหาลัยได้ก่อน..”

“อื้มมมม”

“พี่ไม่เหมือนคนอื่น.. ดังนั้น.. รอจนกว่าจะพร้อมนะยุนโฮ..”

“ครับ”

ผมไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นพี่เขาหมายถึงอะไร..






กว่าจะกินข้าวกันได้.. ก็เกือบสามทุ่มครับ


พี่แจจุงทำกิมจิจิเกอร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

พอกินเสร็จก็.. ง่วงครับ

งอแง ไม่ยอมกลับห้อง.. ก็เป็นแฟนกันแล้ว.. อยากนอนกับพี่แจจุง..

หมายถึง.. นอนเฉยๆ แบบ กอดกัน แต่ก็ไม่ได้อะไรอะไรกันอะ..

พี่เค้าขมวดคิ้ว แล้วก็บอกว่าตามใจครับ .. ผมเลยวิ่งไปหยิบชุดนอนที่ห้อง อาบน้ำ แล้วก็วิ่งลงมานอนรอพี่เขาอาบ

“วันนี้วันเดียวนะ”

แล้วก็.. นอนครับ

นอนเฉยๆ นอนคุยกัน

ผมกอดพี่เค้าไว้.. ดูเป็นเด็กม.ปลายปี่หนึ่งที่แก่แดดจังเลยนะ(หัวเราะ)

ก็คุยกัน..

พี่แจจุงเป็นลูกชายเจ้าของสายการบินชื่อดังครับ ตอนรู้งี้ผมอึ้งเลย.. ถ้าไปทำลูกเค้าเสียใจมีหวังออกนอกประเทศไม่ได้แหงๆ

ผมถามพี่เค้าว่าชอบผมตั้งแต่เมื่อไหร่

พีเค้าก็บอกว่าชอบตั้งแต่ตอนที่ผมขอถอนตัวจากการเป็นลีด .. บอกว่าผมน่ารักดี


อา...

เขินครับ...

ผมถามพี่เค้าว่าตอนที่ทำข้อสอบไม่ได้ วิชาอะไร ร้องไห้ทำไม

พี่เค้าหน้าแดง..

แล้วก็บอกว่า.. สอบประวัติศาสตร์ยุโรป.. วิชาเซียนพี่เค้า.. แต่ทำไม่ได้ เสียใจมาก

ผมก็ถามพี่เค้าว่าทำไมทำไม่ได้

หน้างี้แดงยิ่งกว่าเก่า..

พี่เค้าบอกว่าเพราะเมื่อคืนมัวแต่โทรมาติวให้ผม.. จนหลับ.. ไม่ได้อ่าน..

น่ารักเป็นบ้า..







กีฬาสีจบแล้วครับ


ก็.. สีเราชนะ

ตอนรับรางวัลงี้.. พวกพี่ปีสามร้องไห้กันใหญ่

อ้อ.. ข่าวดี

พี่แจจุงเอนท์ติดแล้วครับ สอบตรงเข้าคณะที่อยากเข้า.. คะแนนสูงมากกกกกกกก

ตอนรู้ว่าติด แถมได้คะแนนเป็นอันดับสาม วิ่งขึ้นมาเคาะห้องผมแล้วก็ร้องไห้ใหญ่เลย บอกว่าดีใจ เอนท์ติดแล้ว

ดีใจเนอะ..

แล้วก็ครับ..

ถึงไหนนะ?

อ๋อ.. สีเราชนะ

มาเลี้ยงกันที่บ้านพี่ยูชอนครับ ใหญ่มากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

ผมไม่รู้จักใครหรอก จริงๆปีหนึ่งไม่มีใครได้มาเลยนอกจากจุนซูกับผม.. ครับ หมอนั่นคบกับพี่ยูชอนแล้ว

พี่ยูชอนงี้หลงมากกก รักมากกกกกกกกกกกกกกกกกก

พี่แจจุงบอกว่าถึงขั้นเลิกเจ้าชู้เพื่อจุนซู.. โห.. จริงจัง

พูดถึงเรื่องเจ้าชู้..

วันนี้ ครับ ผมแข่งลีดไง แต่งตัวเต็มยศ.. ตื่นตั้งแต่ตีสาม พี่แจจุงเดินเข้ามาปลุกถึงห้อง (มีคีย์การ์ดของกันและกันครับ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ) ฉุดไปอาบน้ำ.. คือผมไม่ยอมอาบ จะกอดพี่เขา พี่เขาก็บอกตัวเหม็น.. จะจูบ ก็โดนด่ากลับมาว่าปากเหม็น เลยต้องจำใจไปอาบครับ..

อาบเสร็จพี่แจจุงก็พาไปโรงเรียน แต่งหน้า แต่งตัว แล้วผมก็ซบไหล่พี่เค้าหลับจนถึงเจ็ดโมง

ก็.. วันนี้โรงเรียนเปิดให้เด็กโรงเรียนอื่นเข้ามาดูด้วยครับ

ผู้หญิงเต็มโรงเรียน อาหารตาชัดๆ (หัวเราะ)

แล้วก็.. มีผู้หญิงมาขอถ่ายรูปกับผม.. คือมันจี้มากเว้ย เค้าจะถ่ายรูปกับผม เลยขอพี่แจจุงเป็นตากล้องให้เว้ย

คือแบบ ขำ

พี่แจจุงงี้หน้างอ

แล้วก็.. งอนครับ ไม่ยอมคุยด้วย

ผมเลยง้อเขา.. ถ่ายรูปคู่กัน แล้วก็เอาตั้งเป็นวอลโฟน

เขินใหญ่เลย ฮ่าๆๆๆๆ

งานเลี้ยงวันนี้ อย่างที่บอกไปครับ จัดที่บ้านพี่ยูชอน

ริมสระว่ายน้ำ พี่แจจุงใส่ขาสั้น .. ขาวว่ะ.. คือหวง..

หัวเราะกับเพื่อนใหญ่ คือพวกพี่ปีสามเค้าก็สนุกกัน ผมกับจุนซูก็เลยปลีกตัวมานั่งดูอยู่ห่างๆ

ก็.. คุยกันตามประสาเพื่อนร่วมห้องครับ คุยกันไป คุยกันมา ก็กลายเป็นว่าสนิทกันมากขึ้นโดยปริยาย

จุนซูเล่าให้ฟังว่าพี่แจจุงเคยโทรมาหาเขา

โทรมาร้องไห้ ร้องอย่างเดียว ไม่พูดอะไร แล้วก็วางไป

ผมก็งง ว่าทำไมไม่โทรมาหาผม หรือหาพี่ยูชอน?

คือ.. ตอนนั้นพี่แจจุงงอนพี่ยูชอน..

แล้วเขาก็.. งอนผมด้วย..

คือผมผิดครับตอนนั้น อารมณ์ไม่ดีอยู่ โดนอาจารย์ด่ามาทั้งๆที่ไม่ผิด

เหวี่ยงใส่ทุกคนรอบตัวครับ..

แม้กระทั่งพี่แจจุง.. ผมเผลอไปตวาดใส่เขาแล้วก็เดินหนีออกมา

กว่าจะสำนึกได้ ก็ตอนตีสองครับ.. คงหลังจากตอนที่พี่แจจุงโทรหาจุนซูแหละ

ผมก็วิ่งลงไปง้อเขา

กระป๋องเบียร์บนพื้นคือสิ่งแรกที่ผมเห็น

คนกินก็ไม่เมาครับ คอแข็งมาก เบียร์สามกระเป๋องไม่ทำให้พี่แจจุงเมาได้หรอก

พี่แจจุงนั่งตาแดงๆอยู่บนเตียง พอเห็นผมก็ทำงอน ไม่มองหน้าแล้วถามว่ามาทำไม

พอเข้าไปกอด..

ก็.. ร้องไห้ครับ หนักมาก แล้วตีๆๆๆๆๆๆ ว่าทำไมต้องตวาดด้วย

ผมก็ขอโทษ...

คือรักพี่เค้ามาก.. รักมากจริงๆ..




คุยกับจุนซูซักพักครับ พี่ยูชอนก็มาหา.. แล้วก็ถามว่าเป็นอะไร ทำไมไม่ไปคุยด้วนกัน


จุนซูก็ส่ายหน้า แล้วบอกว่าไม่รู้จักใคร

พี่ยูชอน ยิ้ม แล้วบอกว่ารู้จักพี่ไง..

โอ๊ย.. จะอ้วก...

เลี่ยน..


ซักพักนึง พี่แจจุงก็เดินมาบ้างครับ

หน้าแดงกว่าปกติ

ตางี้เยิ้ม..

เมาชัวร์..

“ยุน..”

แล้วก็นั่งตักผม

“เมาหรอ?” ถามสั้นๆครับ แล้วก็ตามระเบียบ พี่แจจุงส่ายหน้าแล้วบอกว่า “ไม่มาววว”

คนไม่เมาบ้านไหนวะ.. จูบผมต่อหน้าพี่ยูชอนกับจุนซู..

จูบไม่พอ.. จะถอดเสื้อผมเว้ย!

ผมเลยจับหน้าพี่เค้า แล้วตีเบาๆ

ถึงเลิกทะลึ่งครับ..

พี่ยูชอนเงี้ยขำจนจะลงไปกลิ้งกับพื้น พึมพำครับว่า “กูว่าแล้ว กูว่าแล้ว”

ล้อเสร็จก็จูงมือจุนซูไปไหนไม่รู้ ทิ้งผมกับพี่แจจุงไว้สองคน

“เมาใช่มั้ยพี่? กลับห้องมั้ยครับ?”

พี่แจจุงส่ายหน้า แล้วยกมือขึ้นคล้องคอผม.. จ้องตา แล้วก็ซบไหล่

“กลับยังไง.. ขับรถเป็นหรอ.. ตอนนี้พี่ขับไม่ได้หรอกนะ ”

คือพี่แจจุงมีรถครับ.. เมื่อกี้ก็ขับมาล่ะ

“เป็น”

“อายุสิบหก.. ขับได้ยังไงล่ะ..”

“ผมขับได้น่า.. พี่ก็แค่สิบแปด อย่าบ่นมากนักเลย”

“เด็กบ้า.. “

“เออ.. ผมรู้ กลับห้องนะ ไม่อยากให้ใครเห็นพี่เมา..”

คราวนี้ผละออกมาครับ.. แล้วเปลี่ยนเป็นกอดแทน.. ซบไหล่อยู่อย่างนั้นแหละ

“หวงหรอ”

“อืม.. หวง”

“น่ารักชะมัดเลย.. ไอ้เด็กบ้า..”

“เออ”

ในที่สุดผมก็พาพี่แจจุงกลับห้องได้ครับ..

ขับรถเอง.. ถูกกฎจราจรด้วยนะเว้ย (ยกเว้นใบขับขี่ – ไม่มีครับ) ระวังอย่างดี.. กลัวพี่แจจุงเป็นอะไรไป..

จริงๆพี่แจจุงไม่ได้เมาอะไรมาก..

แค่ยิ้มบ่อยกว่าปกติ หน้าแดงกว่าปกติ น่ารัก..กว่าปกติ...

“พี่รักยุนโฮนะ.. รักมาก..”

อื้ม.. ปากหวานกว่าปกติด้วยล่ะ (หัวเราะ)








----------------------------------------

หา? ฮะ.. อะไรนะ? จบแล้วหรอ?
เฮะะะ จริงจัง? อะไรนะ? จบแล้ว
หรือยังไม่จบ?
ฮะ?
จบรึยัง?
ไม่รู้เหมือนกัน?
5555555555555+
ค่ะ.. จบรึยังอะ? .. หรือว่ายังไม่จบ? 555555555+
แจจุงไม่เหมือนคนอื่นยังไงอะ? จบแล้วจริงหรอ? แล้วมันมีอะไรต่ออะ? ไม่รู้เหมือนกันค่ะ..
จบจริงดิ?
เฮะะะะะ
ไม่จบน่า..
หรือจบนะ?
ชางมินยังไม่ออกเลยนี่นาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา
5555555+ ติดตามต่อไป


คือตอนแรกว่าจะไม่ลงค่ะ คือแบบ ชั่ววูบมาก ชั่ววูบจริงๆ
อะไรดลใจให้แต่งอันตัวข้าพเจ้าก็มิอาจรับรู้ได้
ชั่ววูบมวากกกกกกกกกกกกก
จำได้ว่าเมื่อวาน นั่งเปิดไฟล์ฟิคดราม่าเรื่องนึงว่าจะแต่งต่อ
ไปๆมาๆ.. ปิด แล้วเปิดไฟล์ฟิคแฟนตาซีมาจะแต่งต่อ
แล้วก็ปิด
แล้วก็.. กลายมาเป็นฟิคชั่ววูบเรื่องนี้
ฮ่าา
ภาษาก็.. แปลกๆรึเปล่าคะ?
ิอยากลองแต่งอะไรให้ยุนแจหวานๆกันบ้าง ที่ผ่านมาแต่งแต่ฟิคที่ค่อนข้างดราม่า..

ยังไงก็.. ขอบคุณมากๆค่ะ 5555555555555555+


ปล. ถามว่าทำไมถึงชื่อ baby.. it's cold outside
ทั้งๆที่เนื้อหาไม่มีอะไรหนาวเลย
คิดชื่อไม่ออกค่ะ OTL=33 พอดีฟังเพลงนี้อยู่ 5555555555555555555+


ปล. thanks my lily♥ + my best sis shimprincess

[end in part?] เชลด้อน ตาบตาบ!!!!!

posted on 21 Mar 2011 10:02 by poodingjae  in Fictions

ขอบคุณตับตาบจากวินนี่และไหน
บะบะโอบะบะ จากอิง
ขอบคุณแรงบันดาลใจจากทวิตเตอร์
ขอบคุณแรงบันดาลใจจากปอย -เซนเซอร์- ไหน วินนี่  และอีกหลายๆคนในทวิตเตอร์ ค่า
ขอบคุณพี่เอื้อ อิง ปุ่น วินนี่ ตอง ปอย ที่อ่านให้จ้า
ขอบคุณทุกคอมเม้นท์ค่ะ :D

ปล. กรุณาอย่าแคปประจาน *ฮา*
ปลล. ฝึกพูดนิดนะซารางแฮ แปลตรงๆว่ารักไง...



                เกล็ด หิมะโปรปรายไปทั่วใจกลางเมืองหลวง บรรยากาศที่ผู้คลั่งไคล้ในความรักต่างลงความเห็นกันว่า “แม่ง.. โคตรโรแมนติก” แต่ไม่ใช่กับคนที่นั่งหน้ามึนอยู่ภายในร้านกาแฟชื่อดัง จมูกโด่งรั้นติดจะแดงนิดๆเมื่อเจ้าตัวเอาแต่สูดน้ำมูกแล้วขยี้ไปมามาราวสิบ นาทีได้ ก่อนจะกอดอกไว้ราวกับว่าเสื้อกันหนาวตัวหนานั้นไม่ได้ช่วยอะไรเลย

                ดวง ตากลมโตมองไปยังคนตรงข้ามที่นั่งแชทบีบีไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ยิ่งมองแล้วก็อดขมุบขมิบปากสรรเสริญเพื่อนตัวเล็กนี่ไม่ได้.. เออ.. ไอ้พวกมีความรัก แม่ง บีบีตลอดเวลา บีบีตั้งแต่เช้าจรดเย็น บีบีแบตหมดแม่งก็ขุดโทรศัพท์บ้านมาคุยกับแฟน เออ.. รอให้ถึงวันนั้นของคิมแจจุงก่อนเถอะวะ..  

                แจ จุงสูดจมูกอีกรอบ แล้วยกถ้วยกาแฟขึ้นมาจิบ ความหวังเล็กๆที่ว่าจุนซูจะชวนเขาคุยยังคงไม่หายไปไหน.. แจจุงตัดสินใจจ้องจุนซู... จ้องนานๆ.. จ้องเข้าไป เผื่อมันจะสนใจสิ่งแวดล้อมนอกจากไอ้แบล็กเบอร์รี่นี่!

                (...จริงๆแจจุงก็มีแหละนะ แต่แม่ง.. ร้างตั้งแต่เที่ยงวันยันเที่ยงคืน)

                “เห้ย.. แจจุง”

                ....เยส!!

                “หืม?”

                “มึงได้ติดต่อยุนโฮบ้างปะวะ?”

                ....ยุนโฮคือใครวะ?

                คาด ว่าการแสดงออกทางสีหน้าของคิมแจจุงจะชัดเจนเกินไป.. สันนิษฐานว่าดวงตากลมคงจะเบิกกว้าง ริมฝีปากอิ่มคงอ้าน้อยๆ... จุนซูถึงได้กรอกตาไปมาพร้อมกับมองมาทางเขาอย่างสมเพชปนเวทนาเต็มทน

                “อย่าบอกนะว่าจำไม่ได้?”

                “คุ้นๆอยู่.. แต่อากาศหนาวๆแบบนี้กูจำไม่ได้ว่ะ”

                “นี่มึงโง่ขนาดจำแฟนเก่าไม่ได้หรอวะอีโง่!!”

                ......กูซึ้งเลย กูซึ้งเลยหลังจากคำว่าอีโง่

                ไม่สิ..

                มันว่ายังไงนะ?

                แฟนเก่ากูหรอ?

                แฟนเก่า... กูเคยมีแฟนมากี่คนวะ อากาศหนาวๆทำให้หัวสมองตื้อไปหมด กูคิดไม่ออกจริงๆจุนซู...

                ....เอ่อ เท่าที่จำได้ก็มีคนหลงผิดมาเอากูตอนสมัยม.ปลายแค่คนเดียว ตอนนั้นกูยังใส่แว่นหนาๆ.. สิวเต็มหน้า.. และ... เอ่อ...

                มีคนหน้าหมีๆเข้ามาพัวพันกับชีวิตกูจนจบม.6....

                “คนที่มึงไปเจอว่ากำลังจะ ตับตับตับตาบ กับมิยองหลังห้องตอนคบกับมึงอะ!”

          ……………………………………………………

          =________________________________________=

                ซึ้งเลย...

                คิมแจจุงซึ้งเลยจริงๆ..

                ตอนซึ้งสุดๆหลังจากได้ยินคำว่าอีโง่.. แต่ตอนนี้ซึ้งมากๆกับคำว่าตับตับตับตาบ

                ....ซึ้ง มากๆจนแม่งจะร้องไห้อีกรอบ เขาจำได้ว่าประเด็นนี้ทำเขาน้ำตาแตกตั้งแต่วันที่เกือบเจอหนังสด เฮิร์ตมากๆ เฮิร์ตที่สุดในชีวิต พอวันจบชีวิตมัธยมเขาก็เลยตัดสินใจบอกเลิกมันซะ.. นึกว่ามันจะมาง้อพร้อมกับบอกว่า “ที่รัก.. มันเป็นแค่ฤทธิ์เหล้า ผมไม่เกี่ยวนะ..”

                แต่แม่งไม่มีซักแอะ !! มันเห็นกูร้องไห้มันก็ไม่ปลอบกู เห็นกูเดินหนีแม่งก็ไม่รั้งกู เอ้อ.. ลืม มันกระชากแขนกูมาก่อน.. กูหลงดีใจนึกว่ามันจะง้อ แต่มันกลับทิ้งท้ายแบบเลวๆแทน

                ‘ขอโทษนะ แต่เราต่างกันเกินไป ฉันเจอคนที่ใช่แล้ว เราอย่ามาเจอกันอีกเลยนะ’

          เออ ใช่ กูมันไม่เอ็กซ์ กูมันไม่มีอะไรให้ผูกมัดนี่หว่า เออ กูขอโทษ กูมันหน้าตาไม่ดี กูมันไม่ดีใช่มั้ยถึงไม่มาง้อกูน่ะฮ้า แล้วมึงจะมาขอคบกับกูทำไมไอ้เหี้ย!!

          ....แม่ง ด่าจนเหนื่อย ด่าในใจกูก็ยังเหนื่อย

         

                แต่ ก็เพราะยุนโฮน่ะแหละนะ.. ที่เป็นแรงผลักดันให้คิมแจจุงเปลี่ยนไป จากเด็กแว่นสิวเขรอะค่อยๆวิวัฒนาการมาเป็นคิมแจจุงอย่างทุกวันนี้..

                ขอเสียงปรบมือให้กับความพยายาม...

                แปะแปะ (h5)

                .................กูเพลียกับฟิคเรื่องนี้จริงๆ

                “เปล่า แต่เห็นว่ามันจะกลับมา นี่มึงไม่ได้ติดต่อกับเค้าเลยหรอวะ?”

                “ฮะ.. เออ.. เออ ไม่ได้ติดต่อ แล้วมึงรู้ได้ไงอะ?” ว่าพลางยกคาราเมลแมคคีอาโต้ขึ้นมาจิบอีกรอบ

                “ชอนจ๋าบีบีบอกมา”

          (หมายเหตุ : ชอนจ๋า คือปาร์คยูชอน ไอ้หนุ่มปากห้อยหัวเหม่งจมูกบานแย่งออกซิเจนคนอื่นหายใจเกินความจำเป็นคือ แฟนของจุนซู และพ่วงตำแหน่งเพื่อนสนิทของยุนโฮมาตั้งแต่สมัยอนุบาลถึงแม้ว่ายุนโฮจะไป เรียนต่อต่างประเทศ แต่สายใยความเลวของยูชอนและยุนโฮก็ยังไม่เสื่อมคลายไปไหน... มันเลว มันเลวมาก คำแรกที่มันเห็นตอนแจจุงเปลี่ยนตัวเองคือมันอุทานดังๆว่า ‘เหยดดดดดดดเขร้ว เป็นคนแล้วนี่หว่า (เน้นๆ ออกเสียงแบบได้อารมณ์)  เห็นความเลวของมันรึยัง เห็นรึยัง เห็นรึยัง นายแน่มากปาร์คยูชอน เมื่อก่อนกูไม่เป็นคนตรงไหนฮะ!!!!)

                (หมายเหตุที่สอง : คิมแจจุงได้แต่ด่าในใจ ด่าออกสื่อไม่ได้ เดี๋ยวโดนมันด่ากลับมา เถียงคนไม่เป็น)

                “หรอ”

                “ก็เออสิวะ มึงตื่นเต้นหน่อยดิ”

                “แล้วเกี่ยวอะไรกับกูอะ?”

            “แฟนเก่ามึงกลับมาทั้งที ไม่ไปทักทายเค้าหน่อยวะ”

            .

            .

            .

            .

            .

            .

            .

            หนึ่ง เดือนผ่านไปหลังจากที่แจจุงรู้ว่าไอ้แฟนเก่ามันกลับเกาหลี... เขาก็ตั้งเป้าหมายในชีวิตว่าจะไม่ขอพบเจอมันอีกตลอดชาติ ตลอดชีวิต ถ้าเจอกันขอให้สำลักกาแฟเลยเอ้า!!

            “อ่าว... แจจุง? คิมแจจุงที่โรงเรียนมัธยม xxxx ใช่มั้ย!?

          แค่กๆๆๆๆๆๆๆ

                กาแฟแก้วละร้อยกว่าบาทถึงคราวทรยศ...

                ....เสียงแบบนี้

                ถึงกูจะขี้ลืมขนาดไหน..

                ถึงกูจะหน้าตาดีแต่ซุ่มซ่ามขนาดไหน

                แต่กูไม่มีวันลืม ไม่มีวันลืมเสียงนี้ กูลืมไม่ลง เสียงที่พูดว่า..

                ถึงนายจะดูไม่เหมือนคน... แต่ยังไงก็ลองมาคบกันดีปะ?

          ….กูลืมไม่ลงจริงๆ แล้วตอนนี้...

         

                เพราะชองยุนโฮ มายืนอยู่ตรงหน้าคิมแจจุงแล้ว (โว้ย!!!)

            “ บังเอิญจังเลย พรหมลิขิตปะเนี่ย” ไม่พูดเปล่า เสียงหัวเราะกวนตีนๆของมันก็ดังขึ้นพร้อมๆกัน...

          .....ชิบหาย

                ชิบหายมาก...

                ชิบหาย หายไปไหนไม่รู้ กูไม่คิดจะไปหา...

                ....แต่แม่ง

                ชิบหายจริงๆ...

                ชิบหายโคตรๆ เพราะคิมแจจุงกำลังนั่งอยู่ในสถานที่เดิม ที่เดิมๆ เวลาเดิมๆ  และใช่ที่มันชิบหายคือคิมแจจุงกำลังนั่งสูดน้ำมูกเหมือนเดิมด้วย !!!

                ....ถึงบอกไงว่าชิบหาย... ทิชชู่อยู่ไหนวะ

                “นี่ยุนโฮนะ ที่เคยเป็นแฟนนายอะ จำได้ปะ”

                ...ชัดเจน

               

            มึงจะไม่ไปรับมันจริงๆอะ

          ‘เออ ไม่ไป

          ‘มึงหนีอย่างอื่นได้ แต่มึงหนีพรหมลิขิตไม่พ้นหรอกแจจุงเอ๊ย

 

....ถ้าความบังเอิญคือพรหมลิขิต คิมแจจุงก็คงขอเจอพรหมวิปริตยังดีกว่า !

                คำพูดที่จุนซูกรอกหูเขาเมื่อหนึ่งเดือนที่แล้วดังขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์  แถมยังรีเพลย์ซ้ำไปซ้ำมาโดยไม่มีการกระตุกแม้แต่นิด... กูรู้แล้ว.. กูรู้แล้วจุนซู... ไม่ต้องย้ำกู ไม่ต้องย้ำกูจริงๆ

 

                แจ จุงสูดน้ำมูกอีกครั้ง ก่อนจะควานหาผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดจมูกตัวเองอย่างทันท่วงที ใบหน้าหวานค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองอดีตคนรัก หวังว่าจะเป็นแค่ภาพลวงตา.. หวังว่าจะเป็นแค่ภาพลวงตา...

                บางทีเขาก็ต้องใช้เวลานึกนานหน่อยกว่าจะจำได้ว่าไอ้นี่เป็นใครวะ? แต่กับ... ไอ้หื่นกาม... ตรงหน้านี่...

                .......เหยดเขร้

                ลอง จินตนาการภาพของชายร่างสูง มีกล้ามเนื้อตามแบบฉบับหนุ่มสมบูรณ์ สุขภาพผิวดูมีอันจะกิน ใบหน้าเล็กแต่โคตรจะได้รูป ตาเรียว... ที่... โอ๊ย... (คิมแจจุงเกิดอาการบรรยายไม่ออกชั่วขณะ)

                ติดอยู่อย่างเดียวปากห้อยไปหน่อย

                --- แต่เอาเป็นว่า แม่ง โคตร หล่อ อะ....

                หล่อมากๆ...

                ถ้ามันไม่...

                “นี่ดูเป็นคนขึ้นปะเนี่ย? ไม่ใส่แว่นแล้วหรอ” ไม่พูดเปล่า ชองยุนโฮหัวเราะเบาๆ... แต่ดังสะท้านไปถึงขั้วหัวใจของแจจุง..

                กู อยากจะฉีกย่อหน้าด้านบนทิ้งให้หมด ขอบรรยายลักษณะชองยุนโฮได้ว่าแม่งโคตรทุเรศ หล่อ เออ หล่อ แต่ปากหมาแบบนี้กูไม่เอาหรอกโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!

                แม่ง พูดออกมาได้ ดูเป็นคน ดูเป็นคน แล้วเมื่อก่อนกูเป็นอะไรวะ? ฮะ กูเป็นอะไร ไอ้ห้อย ไอ้หล่อเลว โอ๊ย คิมแจจุงไม่อยากจะด่า กูไม่อยากจะด่าเลยจริงๆ อีเลวเอ๊ย อีบ้าอีบอ อีโรคจิต อี อี

     อีเชลด้อนหอยกูโลกเอ๊ยยยยยยยยยยยยยย!!!

     คิมแจจุงไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาด่า!!!!!

                (ลักษณะ ทางกายภาพของแจจุง ณ ขณะนี้... ใบหน้าหวานเริ่มต้นแดงก่ำ ริมฝีปากขมุบขมิบสรรเสริญไปมาแต่ไม่มีเสียง มองยังไงแม่งก็เหมือนคนบ้า ถ้าไม่ติดว่าหน้าตาดีนี่คงด่าไปแล้วว่าอีบ้า)

          “ทักทาย กันมั่งดิ” ยุนโฮหัวเราะอีกรอบ คราวนี้ทิ้งตัวลงนั่งตรงข้ามแจจุง ยกมือขึ้นประสานกันแล้ววางใต้คาง คิมแจจุงอยากจะตะโกนด่าไปเหลือเกินว่า มึงคิดว่ามึงหล่อมากหรอวะฮะอีเชลด้อน (เออ หล่อ!)

                “หวัดดี” พูดเสียงอู้อี้ๆ ใครใช้ให้เจอกันหน้าหนาวล่ะวะ แม่ง จามเป็นสิบรอบแล้ววันนี้ หายใจก็ไม่ออก คอก็เจ็บ น้ำมูกก็ไหล เสียงก็หาย

                “แค่นี้เองหรอ?  เห้ย แบบ ไม่ตื่นเต้นหรอ” ไม่พูดเปล่า ตาเล็กๆนั่นพยายามเบิก ไม่เบิกตาอย่างเดียว ปากห้อยๆของมันยื่นออกมาเล็กน้อย พร้อมกับพยักหน้าช้าๆ “สงสัยจะเขิน..”

                “ไม่ได้เขิน” แจจุงตอบ ผ้าเช็ดหน้าถูกเก็บไปแล้ว เขายกแก้วกาแฟที่เพิ่งทรยศขึ้นมาจิบอีกรอบ

                “ไม่ได้เขินแล้วทำไมไม่ทักยาวๆอะ”

                ....... @#$#_#$_)@#_$)#@#_%) เชลด้อน!!!

                “-0-“

                “ทำไมอะ”

                “-0-“

                “ทำไมอะ ตอบดิ ไม่งั้นจะสรุปว่าเขินนะ”

          “-0-“

                “อ่าวนั่นๆๆ เขินแน่ๆ กิ๊วๆ..”

                ..ก.. กิ๊วๆ =_=^

                ....สาบานได้ว่าเขากับยุนโฮไม่ได้เจอกันมาประมาณห้าปี  คือ.. มึงมีความเกรงใจปะยุนโฮ? แบบ มึง.. คือมึงคิดหรอว่ากูยังมีเยื่อใยที่ดีต่อมึงอยู่อะ -__________________-

         

                สรุป ได้คำเดียวว่าถ้าคุณอ่านมาหกหน้าเอสี่ของไมโครซอฟท์เวิร์ดนี้แล้วคิดว่าแจจุ ง”โง่” กรุณาพิจารณาดูยุนโฮแล้วตอบมาทีว่าใครกันแน่ที่โง่ที่สุดในเรื่อง

               

                ห้ามเถียงว่ายุนโฮไม่โง่ ห้ามเถียงว่ายุนโฮแค่มนุษยสัมพันธ์ดี เพราะคิมแจจุงจะบอกว่ายุนโฮโง่ คิมแจจุงอยากด่า! คิมแจจุงใหญ่ ได้ยินปะ!

 

                “...ไม่ได้เขิน”

                “ไม่ได้เขินแล้วเงียบทำไมอะ”

                ...โว้ยยยยยยยยย

                “ไม่ได้เขินแต่เงียบเหมือนเขินดูยังไงก็เขินสรุปคือแจจุงเขินแต่แจจุงไม่ยอมพูดว่าเขิน งั้นแจจุงก็ซึนเดเระอะดิ

                “.........-0-“

                “นี่ ไม่คิดจะทักทายกันหน่อยหรอ ฉันยังทักเลยว่านายดูเป็นคน ไม่ดิ สวยขึ้น ดูดีขึ้น แล้วนายไม่ทักว่าฉันหล่อขึ้นบ้างอะ”

                “ก็ไมได้รู้สึกแบบนั้นนี่ -0-“

                ....ได้ผล

                ชองยุนโฮเหวอ

                ชองยุนโฮเหวอมากๆ

                ชองยุนโฮเหวอสุดๆ..

                .........

                ร่าง สูงก้มหน้าลงอย่างหงอยๆ ท่าทางที่ว่ากูแน่ กูหล่อ กูเท่ หายไปในพริบตา.. ยุนโฮกำลังกลายร่างเป็นหมีหงอยนั่งตัวลีบอยู่อีกฝ่ายหนึ่งของเก้าอี้ ถ้าแสดงออกเป็นอีโมได้ คงอารมณ์เดียวกับตัว OTL

                เพียงแต่ชองยุนโฮไม่หน้าด้านขนาดจะลงไปคุดคู้อยู่กับพื้นแค่นั้นเอง...

                คิมแจจุงเริ่มต้นที่จะรู้สึกผิดนิดๆ ... นี่พูดตรงไปหรอ? เอ่อ.. ตรงไปนิดนึง  แต่ก็ไม่ได้ถึงกับตรงมาก เพราะถ้าตรงกับความรู้สึกจริงๆแจจุงคงด่าไปแล้วว่าอีเชลด้อน...

                เพราะฉะนั้นนี่ซอฟท์สุดๆแล้วนะ

                “ฉันไม่หล่อหรอ”

                “...”

                “อุตส่าห์ลงทุนไปถามจุนซูเลยนะว่าแจจุงชอบมาที่ไหนจะได้ไปนัดเจอ...”

                ....ถามกูรึยังว่าอยากเจอมั้ย?

                “อุตส่าห์บินกลับเกาหลีมาง้อเลยนะ... มันดีเลย์ไปหรอ”

                “ง้อ?”

                “อือ... ก็วันที่นายบอกเลิกฉันแหละ ขอโทษซักคำก็ไม่มี รู้มั้ยว่าหน้าหล่อๆของฉันมันเจ็บช้ำไปกี่วัน”

                “ไม่รู้อะ”

                “นายไม่ฟังเหตุผลของฉันซักคำเลยนะ”

                ...ทำหงอยๆ กูรอมาห้าปี ไม่เห็นแม่งจะโผล่หัวมาซักวัน

                “ตอนแรกฉันก็คิดว่ามันอาจจะสายไปที่ฉันจะง้อนาย ฉันก็เลยจะไม่ง้อ..”

                “...-0-“

                “แต่พอจุนซูส่งรูปนายมาให้... สวยขึ้นกว่าเมื่อก่อน  ฉันก็เลยฮึดขึ้นมาอีกรอบ”

                ....อ๋อ

                “หรอ”

                “อืม.. อยากได้อะ”

                “อะไรนะ?”

                “อยากได้.. อยากเอาอะ อยากได้ สวย ชอบ”

                “มึงว่ายังไงนะ?” เหมือนครั้งนี้คิมแจจุงจะคิดดังไปนิด ยุนโฮทำหน้าเหวออีกรอบ เรียกวิญญาณกุลสตรี(?)ของคิมแจจุงเข้าร่างทันที

                “หมายความว่า นายว่ายังไงนะ?”

                “อยากได้”

                ....อยากได้ในความหมายของกูนี่ NC-17 มึงพูดออกมาหน้าตาเฉยเลยหรอวะ?

                “อยากได้ฉัน?”

            ...หม่ามี๊สอนว่าอยากด่าก็ด่าในใจ อยากทำร้ายก็ทำร้ายในใจ อย่าแสดงออก.. แต่คิมแจจุงกำลังจะขัดคำสั่งหม่ามี๊แล้ว แจจุงพร้อมแล้ว กาแฟราคาแพงในมือแจจุงก็พร้อมแล้ว

                “อือ (‘ ‘ )”

                “อยากได้? อยากเอาฉัน?”

                ...กระดากปากชิบหาย อีคนพูดตอนแรกนี่หน้าด้านจริงๆ

          “อื้ม มากๆเลยอะ (‘ ‘ )”

                “....”

                “ (‘ ‘ )”

                ไม่มีคำตอบอะไรมาจากคิมแจจุง.. แต่เท่าที่พนักงานในร้านให้ปากคำ..

                ผู้ชายที่หล่อคนนั้นเต็มไปด้วยกาแฟตั้งแต่หัวจรดเสื้อ ส่วนคิมแจจุงลูกค้าประจำก็เดินกระแทกเท้าออกไปอย่างไม่ใยดี

 

            ...ช่างเป็นความรักที่โรแมนติกจริงๆ !

 

 

 

 

 

 

                จุนซู.. เพื่อนทรยศ

                เลว..

                เลวมาก..

                เลวมากที่สุด..

                ไอ้เพื่อนใจร้าย ไอ้เพื่อนตูดใหญ่ ไอ้เพื่อน... ไอ้.. เพื่อน ชั่ว

                มึง... เห็นเพื่อนแฟนสำคัญกว่ากูใช่มั้ย ใช่มั้ย ใช่มั้ยยยยย

                คิมแจจุงกำลังทำหน้ายักษ์ใส่แบล็กเบอร์รี่ของตน สองมือจับโทรศัพท์ไว้แน่น... มีคนทักบีบีเขามา เออ มีคนทักบีบีเขา!!  คุณคงเห็นว่ามันเป็นเรื่องน่ายินดีที่ในที่สุดบีบีของแจจุงก็ไม่ขึ้นสนิมแล้ว ใช่ คิมแจจุงจะดีใจ ถ้าคนที่ทักเขามาไม่ใช่มัน!!!

                Uknowj : :)

                ........................................................

                คิดว่าใครที่พิมพ์หน้าแป๊ะยิ้มสีเหลืองนีมาตอนสี่ทุ่มตามเวลาท้องถิ่นของเกาหลี วันเดียวกับที่เขาเพิ่งสาดกาแฟใส่ยุนโฮมาล่ะ...

                ตอนแรกก็งง... พอ Recent Update มันแสดงการเปลี่ยน Personal Message เขานึกออก.. และรู้ทันที ว่าอีเห้นี่มันคือใคร...

            อยากเอา อยากได้ ให้ผมได้ปะ :D

          .............ชัดเลย =________=

          ทุเรศแบบนี้ มีมันคนเดียวจริงๆ =_____________________________=

          Uknowj : ตอบหน่อยดิ :D

                Mjjeje : .

          Uknowj : สั้นไป :D

          Mjjeje : .....................................

                Uknow : ตอบมาแต่จุดหรอ :) ไม่ขอโทษฉันหน่อยหรอที่สาดน้ำใส่อ่า

                Mjjeje : ไม่ได้สาด

                Uknow : ไม่ได้สาดอะไรอ่า ฉันเปียกหมดเลยนะ :)

                Mjjeje : ก็ไม่ได้สาดน้ำ กูสาดกาแฟ

                     : *ฉัน

                Uknow : :)

          Mjjeje : …

          Uknow : :)

                .....เป็นอะไรกับกูมากปะ?

   เชลด้อน..

          คือไม่ชอบ ไม่ชอบจริงๆกับคนนิสัยเลวๆแบบนี้อะ -___-  ยอม รับว่าเมื่อก่อนรักยุนโฮมาก รักแบบ รักโคตรๆ แต่พอมันทำตัวเลวๆใส่วันนั้นคำว่ารักแม่งก็หายไปพริบตา แถมอัพเลเวลเป็นเกลียดเมื่อเจอกันอีกรอบ

          ...เกลียดหรอ?

                ต่อให้ผ่านไปกี่ปี ไอ้บ้านี่ก็บ้ากามเหมือนเดิม

                ..........

                มันไม่เคยคิดถึงจิตใจคนอื่นเลยสิ ว่าเค้าจะคิดยังไง?

                มันคงคิดไม่ได้ตั้งแต่ตอนมันเรียนมัธยมแล้วล่ะ :)มีคนดีๆที่ไหนปะเค้าทิ้งแฟนตัวเองเพราะเห็นคนอื่นดีกว่า แถมยังบอกกันหน้าด้านๆ ว่าเราอย่ามาเจอกันอีกเลยนะ

                เลว

                อยาก จะเขียนอัตชีวประวัติของคิมแจจุงเสียนิดหน่อย หลังจากจบมัธยม คิมแจจุงเปลี่ยนตัวเอง ชีวิตก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ขึ้นปีหนึ่ง โดนโหวตให้เป็นเดือนคณะแต่ทั้งคณะกลับเรียกเขาว่าดาวแทน ขึ้นปีสอง มีคนมาจีบเป็นสิบ แต่ไม่เอาซักคน เรื่อยๆมาจนปีสาม เคยเกือบโดนไอ้รุ่นพี่โรคจิตมอมเหล้า แต่โชคดีที่คิมแจจุงไม่สบายวันนั้น กินไปแก้วเดียวก็ได้ผล อ้วกแตก และพี่โรคจิตก็ไม่มาราวีอีกเลย และ วันรับปริญญา.. สาบานได้ว่าเขาไม่เคยปวดหัวขนาดนี้มาก่อนในชีวิต.. เวลาสารภาพรัก เขาสารภาพกันวันวาเลนไทนไม่ใช่หรอวะ? มาสารภาพกับกูทำไมเป็นสิบตอนรับปริญญาเนี่ย!!!

                แต่ถึงอย่างไรนั้นแจจุงก็ไม่รับรักใครซักคน ไม่รู้ทำไม  ไม่รู้จริงๆว่ะ =_=

          พอใจเต้นกับใคร มันก็ชอบนึกไปถึงหน้าคนบางคนทุกที

                ....ก็ไม่ได้รักมันอยู่หรอกนะ!!

                ไม่ได้ซึนด้วย!!

                คิดถึงบ้างนิดหน่อย.. ก็นิดหน่อยแค่นั้นแหละ !

                อยากให้มันพูดแค่คำว่า “ขอโทษ” กับ “กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้มั้ย”

                ...ก็ไม่มี

                เลิกหวังได้แล้วแจจุงเอ๋ย =_= ลืมๆมันไปเหมือนครั้งแรกที่เปิดเรื่องก็ดีแล้วล่ะน่า...

                Uknow : ไม่ง้อหน่อยอ่อ

          Mjjeje : :D

                Uknow : -v-

          Mjjeje : ?

                Uknow : ขอโทษหน่อยดิ

          Mjjeje : ขอโทษทำไม -0-

                Uknow : ที่ใจร้ายกับฉันอ่า :)

          Mjjeje : ?

          Uknow : อุตส่าห์มาดีๆด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ไม่ได้หวังอะไรเลยนะ :)

          Mjjeje : ไม่ได้หวัง?

                Uknow : หวังนิดหน่อยก็ได้ :D

          Mjjeje : หวังอะไร?

                Uknow : ตัวมั้ง:D

          Mjjeje : ?

          Uknow : อยากได้อะ

          Mjjeje : อยากได้?

                Uknow : อือ อยากได้อะ •w•

          Mjjeje : เหอๆ 

                Uknow :  ทำไมหัวเราะแบบนั้นอะ

          Mjjeje : …

          ปก ติแล้วคิมแจจุงเป็นคนใจเย็นมากๆเลยนะ.. หมายถึงปากเย็นมาก แต่ใจอะด่าไปถึงขั้วโลกใต้แล้ว แต่ตอนนี้เขาโคตรอยากต่อยปากยุนโฮเลยว่ะ อยากต่อยมากๆ อยากด่า แบบ อยากด่าอะ อยากด่าว่าไอ้เชี่ยมากๆ

                แต่ หม่ามี๊สอนว่าให้ด่าในใจ เพราะฉะนั้นคิมแจจุงจะไม่ด่า... ไม่ด่ายุนโฮ คิมแจจุงจะทำตัวเป็นลูกที่ดีหลังจากฝ่าฝืนคำสอนที่ว่าห้ามทำร้ายร่างกายคน อื่นไปแล้ว แจจุงจะทำตัวเป็นลูกที่ดี... ท่องเอาไว้ ลูกที่ดี.. แจจุงจะไม่..

                Uknow : นี่...

          Mjjeje : ?

                Uknow : :)

          Mjjeje : .

                Uknow : คืออุตส่าห์มาง้อแล้วก็ตอบดีๆหน่อยได้ปะ ?  เป็นอะไรมากปะเนี่ย :)

          Mjjeje : เปล่า

                Uknow : ยังโกรธอยู่หรอ? ตั้งห้าปีแล้วอะนะ

          Mjjeje : อือ

                Uknow : เรื่องแค่นั้นเองอะนะ

          Mjjeje : อือ

                Uknow : ขนาดนายสาดกาแฟใส่ฉันฉันยังไม่โกรธเลยนะ -0-

          Mjjeje : อือ

                Uknow : ไม่พูดอะไรนอกจากอือหน่อยอ่อ?

          Mjjeje : ไม่

                Uknow : นั่น พูดแล้ว

          Mjjeje : คือ เลิกกวนตีนได้ปะ?

                Uknow : แล้วนายเลิกดุได้ปะล่ะ~

          Mjjeje : ...เหี้ยอะ

                Uknow : เห้ยแรง นี่พูดกับเพื่อนที่เพิ่งเจอกันแบบนี้หรอ 55555+

                                        ไม่ดิต้องแฟนเก่า :D

          Mjjeje : แล้วนายขอใคร...

                Uknow : ขอใครอะไร?

                ....แม่งถามหน้าด้านๆ กูจะตอบยังไงวะ

          Mjjeje : ขอใครบะบะโอบะบะ... แบบนั้นอะ ขอเพื่อนที่เพิ่งเจอกันแบบนั้นได้อย่างหน้าด้านๆหรอ?

                Uknow : งง

          Mjjeje : หมายถึงนายขอเพื่อนที่เพิ่งเจอกันมีอะไรด้วยง่ายๆแบบนี้ด้วยหรอ

                Uknow : ส่วนมากก็ไม่ใช่เพื่อนอะ -0- แต่เค้าก็ตกลงกันหมด

          Mjjeje : ..

                Uknow : แล้วเรื่องของเราอะ แจจุงว่าไง ก็เคยคบกันนี่ ยอมๆหน่อยเห้อ~

          Mjjeje : …

                Uknow : :D

          Mjjeje : แค่นี้ใช่ปะ?

                                        คืออยากได้ตัวฉันแค่นั้นใช่ปะ?

                                        อยากเอามากปะ?

                                        อยากได้มากปะ?

                                        คือก็ไม่ได้อยากแรงนะ ปกติไม่ค่อยด่าใครอยู่แล้ว แต่อย่ามาทำตัวเหี้ยๆแบบนี้ได้มั้ย? แค่ครั้งเดียวฉันก็ไม่ทนแล้ว

                                        นายอยากนักก็ไปขอคนอื่กนคือกฉันกไม่หด้เป็นโสดำ-ภณีนะ

                Uknow : แปลหน่อย -0-

            ...มันจะสำนึกมั้ยว่าอาการของคนที่พิมพ์ผิดๆถูกๆแล้วรัวๆมาคือเค้าหมดความอดทนขั้นสูงสุด

                มึงสำนึกบ้างมั้ยไอ้ –beep-

                แจจุงกำลังหมดความอดทน หมดความอดทนมากๆ และโกรธโคตรๆ โกรธจนน้ำตาหยดแหมะอยู่หน้าบีบี โกรธไอ้เห้นี่มาก ๆ

                คือไม่เข้าใจว่ามันเป็นอะไรมากมั้ย อยากได้มากหรอ? คิดว่ากูใจง่ายขนาดนั้นหรอสาดดดด!

          Mjjeje : ฉันบอกว่า นายอยากได้นักก็ไปขอคนอื่น คือฉันก็ไม่ได้เป็นโสเภณีนะ

                Uknow : ?

          Mjjeje : ฉันไม่พอใจมากๆด้วยที่พูดแบบนั้นกับฉัน เข้าใจมั้ยว่าฉันไม่ใช่ไอ้เซ่อเหมือนเมื่อก่อน  เข้าใจปะ ฉันไมได้ไร้ทางเลือกถึงขนาดนั้นอะ

                Uknow : อือ

          Mjjeje : ตอบอะไรนอกจากอือบ้างปะ

                Uknow : อืม !

          Mjjeje : เหี้ยเอ๊ย

                                        ขอโทษนะ ไว้วันหลังค่อยคุยกันดีกว่า

                                        แต่คือกูขอหลุดหน่อยนะยุนโฮ:) กูไม่ชอบคนแบบมึงมากๆ..

                                        ถ้าเป็นเมื่อก่อนกูคงยอมมึงไปแล้ว

                                        แต่ต้องเข้าใจ... กูไม่ใช่คนเดิมแล้ว

                                        กูไม่ใช่คนเดิมตั้งแต่ตอนมึงทิ้งกูไป

                                        กูไม่ใช่คนเดิมตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว

                                        ใช่ กูยังซุ่มซ่ามเหมือนเดิม กูยังขี้ลืมเหมือนเดิม กูยังซื่อบื้อเหมือนเดิม กูยังแบบ เออ กูโง่เหมือนเดิม โง่เหี้ยๆด้วยที่เคยรักคนอย่างมึง

                                        แต่ที่กูไม่เหมือนเดิมคือกูหมดรักมึงไปนานแล้ว :)

                                        และกูเกลียดมึงมากๆตอนนี้ชองยุนโฮ

                                        กูเกลียดความบ้ากามของมึง

                                        กูเกลียดตัวเองด้วยที่ต้องมานั่งร้องไห้ให้มึงอีกแล้ว

                                        อีเชลด้อน

                                        ....อย่ามายุ่งกับกูอีก :)

                                        กูเกลียดมึงมากๆ ชองยุนโฮ

 

                คิมแจจุงไม่เข้มแข็งพอที่จะลบพินชองยุนโฮทิ้ง

                แต่คิมแจจุงปาบีบีออกไปนอกหน้าต่างจนมันพังไม่มีชิ้นดีเลยต่างหาก...

 

            น่าน... ดราม่าแล้วมึง

 

 

 

 

 

                มันคงเป็นเรื่องตลกโคตรๆ ที่เพื่อน.. เอ่อ อดีตแฟนสองคนทะเลาะกันแรงๆทั้งๆที่เพิ่งเจอกันวันเดียว

                มันเป็นเรื่องที่ตลกขึ้นไปอีก.. เมื่อคนนึงนอนร้องไห้ฟุมฟายอยู่ในห้อง

                ส่วนอีกคนนั่งทำหน้ามึนอยู่หน้าโทรศัพท์ แถมอยากจะพิมพ์ด่าไปเหลือเกินว่ามึงด่ากูทำไม?  แต่คิดไปคิดมาว่า คนจะง้อ คนรู้สึกผิด เค้าคงไม่ด่ากัน

                แต่งงนี่หว่า อะไรวะ อยู่เฉยๆ โดนด่ามาเกือบหน้า ขาดทุนชิบหาย

                ....เขากำกวมไปหรอวะ?

                เขาบอกว่าอยากได้ ทำไมแจจุงแปลไม่ออกวะว่าอยากได้โอกาส

                เห้ยแจจุงแม่งโง่ว่ะ

                ไหนไอ้ยูชอนมันบอกมาไงวะว่าอยากได้โอกาส.. บอกเค้าก็ได้ว่าอยากได้ เดี่ยวเค้าก็ยอมอ่อนให้

                แถมมันย้ำนักย้ำหน้า แล้วยิ้มกรุ้มกริ่มด้วยนะว่าให้บอกว่าอยากได้ๆ

                แล้วทำไมแจจุงแม่งโง่วะ โง่อะ ทำไมแปลไม่ออกวะ?

          ส่วน ที่บอกว่าอยากเอา.. ก็พูดไปงั้น อยากได้กับอยากเอามันสมควรอยู่คู่กันไม่ใช่หรอวะ เหมือนในหนังไม่ก็ฟิคอะ ทำไมแจจุงพูดเหมือนกูอยากไป ซั่ม  มีการดราม่าบอกว่าไม่ใช่โสเภณีนะ

          เหี้ยเอ๊ย ใครจะไปอุตริคิดจะซั่มวะ คิมแจจุงแม่งโง่อะ T_____________________T โง๊โง่ โง่มากๆอะ T___________T เห็นกูเลวขนาดนั้นเลยหรอ

                คือข้องใจจริงๆ อยากจะบีบีไปถาม แต่ไม่กล้า กลัวโดนเตะกลับมา

                เหี้ยเอ๊ย กูเครียด T________________T

                ชอง ยุนโฮนั่งหน้ามึนและจิกทึ้งตัวเองเป็นพักๆ ก่อนจะย้ายร่างหนาๆของตัวเองไปนอนบนเตียง ไม่นอนเปล่า กลิ้งไปกลิ้งมาพร้อมกับมุดหน้าลงกับหมอนแล้วแผดเสียงดังๆว่า อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกก เป็นการระบายอารมณ์พอสังเขป

                จริงๆอยากจะเดินออกไปตรงระเบียงแล้วตะโกนดังๆด้วยซ้ำว่าไอ้โง่วววววววววววววววววววววววว

                ...แต่กูเป็นห่วงชีวิตมากกว่าความสะใจ

                ทำ ยังไงดีวะ.. โกรธก็โกรธ อยากจะถามว่าด่ากูทำไม กูทำอะไรผิด มึงผิดคนเดียวจริงๆคิมแจจุง มึงผิดคนเดียวที่ตีความหมายของกูผิด มึงผิด มึงผิดสุดๆ มึงผิดแบบไม่น่าให้อภัย

                แต่ถ้าลุกไปชี้หน้าด่าว่าไอ้โง่ ท่าทางแผนการง้อของเขาจะล้มลงไม่เป็นท่า...

                สาว(?)ด่าเค้าว่าสาวรัก.. เอาเหอะ ดีเลย์ไปห้าปีก็ไม่เสียหายวะ...

 

 

 

                แจจุงเตือนแล้ว แจจุงบอกแล้ว ว่าอย่าเพิ่งตัดสินจาก6หน้าเวิร์ดแรกว่าแจจุงโง่

            เจอยุนโฮก่อน แม่ง โง่ กว่า กู อีก !!!!

 

 

            ปล. เป็นเราเราก็คิด.. ยุนโฮ..

          ปล.2 ชองยุนโฮ.. ดีเลย์ยิ่งกว่าบีบี

 

 


 


 

 

 

 

          บางทีคิมแจจุงอาจจะมีปัญหาอะไรซักอย่าง

                ....มีมากๆ

                มากโคตรๆด้วย...

                แจ จุงใส่เสื้อกล้ามสีดำกับกางเกงยีนส์ขายาวพร้อมด้วยผ้าพันคอออกมาที่ร้านกาแฟ ร้านเดิม แต่ที่ไม่เหมือนเดิมคงเป็นดวงตาที่เคยหวานฉ่ำถูกเสริมด้วยแว่นกรอบดำ ด้วยเหตุผลที่เจ้าตัวพูดว่าคอนแท็กเลนส์หาย แต่ถึงอย่างไรนั้นสภาพของคิมแจจุงก็อาจจะดูไม่ทุเรศมากมายนักถ้าดวงตามันจะ ไม่บวมช้ำ แล้วจมูกแดงขนาดนี้!!!

                แจจุงหมดอาลัยตายอยากสุด ๆ อยากจะกัดลิ้นตัวเองวันละแปดรอบให้รู้แล้วรู้รอด...

                และถ้าหากคุณยังไม่ลืม... คิมแจจุงแพ้อากาศหนาว เจออากาศหนาวทีไรต้องสูดจมูกทุกที

                และนี้ก็เป็นอีกครั้ง

                แถมคงจะหนักกว่าครั้งก่อน

                เพราะมันมาทั้งจาม ไอ และทุกประการของคำว่า “หวัดกิน”

                แต่คิมแจจุงก็ไม่เจียม ถึงบอกไงว่ามีปัญหาแน่ๆ คนสติดีที่ไหนเขาใส่เสื้อกล้ามมาเดินกลางหิมะกันวะ!!!!!!!!!!!

                พนักงาน ที่ร้านกาแฟนำเครื่องดื่มเมนูเดิมมาให้ แล้วก็รีบเดินจากไป.. ร่างบางกำลังนั่งเป็นแมวหงอยอยู่ที่มุมร้าน คิดแล้วอยากร้องไห้อีกรอบ.. เอ่อ ไม่ใช่แค่อยาก ในเมื่อแจจุงปล่อยโฮออกมาอีกแล้ว..

                สอง มือยกขึ้นปาดน้ำตาอย่างน่าสงสาร ริมฝีปากพึมพำแต่คำว่า “ไอ้เหี้ย” โดยไม่สนใจบรรยากาศรอบข้างทั้งสิ้น ในเมื่อกูกำลังเศร้า กูอยากร้องไห้ ไอ้เหี้ยนั่นไม่มาง้อกูอีกแล้ว อาทิตย์นึงแล้วนะ มันไม่ง้อกูอีกแล้ว..

                แล้วทำไมกูต้องแคร์ ทำไมกูต้องแคร์ กูเกลียดมันจะตาย ไม่ต้องด่าว่ากูซึน เพราะกูไม่ได้ซึน.. เชลด้อน ขีดเส้นตาย เชลด้อน อีหอยกู้โลก อีซุปเปอร์แมนไม่ซักกางเกงใน... ฮือ...

                คิม แจจุงอยากจะส่งโทรจิตมาเล่าถึงเรื่องคืนร้าวฉานเมื่ออาทิตย์ก่อนพอโทรศัพท์ พัง.. เขาก็ติดต่อจุนซูไม่ได้ เขาอยากจะโทรไปด่ามันมากๆ.. เลยนึกขึ้นได้ว่าไอโฟนยังกลิ้งอยู่บนพื้นที่ไหนซักแห่ง..  รีบ โทรหาจุนซูอย่างไม่รีรอแล้วก็พบว่าแม่งตัดเบอร์ไปแล้ว ด่าไปทั้งน้ำตาว่าไอ้ระบบเฮงซวย.. กูยังใช้ตังค์ในนั้นไม่หมด หลอกลวงผู้บริโภค..

                ....แต่โชคดีที่จุนซูโทรมาก่อน จริงๆคือมันคงทะเลาะกับแฟนมันมา แล้วบทโศกของเพื่อนทั้งสองก็เริ่มขึ้น

                จุน ซูโทรมาแผดเสียงใส่แจจุงยังกับโฆษณาจะเอาปลาโลมา แต่ก็ต้องชะงักไปเมื่อเจอคำว่า ไอ้ตูดใหญ่ มึงทำร้ายกูมากจุนซู พร้อมเสียงสะอื้นฮั่กจากแจจุง... แน่นอน.. เวลาแจจุงร้องไห้ เสียงมันจะออกมาอู้อี้ๆกว่าตอนมันน้ำมูกไหล ถ้าจะถอดเป็นซับไตเติ้ลคงเป็น “ไอ้ฮือๆๆๆๆร้ายฮึกฮืออออออออออ

                แต่ ก็นั่นแหละ.. หลังจากชะงักไปซักพัก มันไม่ถามซักนิดว่าแจจุงเป็นอะไร มันคงคิดว่าแจจุงอินไปกับมัน แต่เปล๊า เปล่าเลย คิมแจจุงกำลังด่าจุนซูอยู่ แต่จุนซูฟังไม่ออก ฟังได้แต่คำว่า ห้อย.. เหี้ย... เลว... โฮ มันคงจะด่าว่า ไอ้ห้อยยูชอนเหี้ยมากๆ เลวโคตรๆ โฮกๆเลย ล่ะมั้ง?

                บท โศกของเพื่อนทั้งสองจึงเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการทางโทรศัพท์ ต่างคนต่างร้องไห้ ต่างคนต่างพูดไม่รู้เรื่อง มันเป็นอะไรที่โคตรจะปัญญาอ่อนแต่ก็ต้องเข้าใจว่าคิมแจจุงเรื่องนี้มันไม่ ใช่คนธรรมดา มันเหมือนหลุดออกมาจากมิติที่สี่  ส่วนคิมจุนซูก็อยู่ใกล้แจจุงมาก.. อาการคงไม่ต่างกัน ไม่งั้นมันจะเข้ากันได้ยังไงเป็นสิบปีวะ?

                กลาย เป็นว่ายิ่งคุยยิ่งร้องไห้ ยิ่งคุยตายิ่งบวม กว่าจะนอนก็ตีสาม ร้องไห้ต่ออีก ไม่รู้จัเฮิร์ตอะไรนักหนา เลิกเฮิร์ตได้แล้ว คนเลวๆอย่างมันเลิกสนได้แล้วโว้ยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยยย

                ตัดกลับมาในปัจจุบัน หลังจากแจจุงซุกหน้าลงกับกระเป๋าหลุยส์ของตัวเองแล้วเริ่มสงบ เขาก็เริ่มต้นกินกาแฟคลายเครียดอีกครั้ง  กินไปสะอื้นไป สะอื้นแล้วเกือบสำลักกาแฟ แต่ทำไม่ได้ แค่นี้ภาพพจน์ก็แทบไม่มีเหลือแล้ว ขืนทำลายไปมากกว่านี้เขาต้องโดนโยนออกจากร้านนี้แน่ๆ

                แจ จุงไม่รู้จะทำอะไรนอกจากกระดกกาแฟแก้ช้ำเท่านั้น อยากจะออกไปก๊งเหล้าให้หายเครียดแต่ทำไม่ได้ในเมื่อเขากำลังป่วยด้วยโรคร้าย บางอย่างที่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคืออะไร โรคร้ายที่ว่านั้นกำลังกัดกินหัวใจให้แหลกสลาย หรือแถวบ้านเรียกว่าอกหัก

                แต่ ส่วนมากอกหักจะเกิดจากการไม่รับรัก แต่อกหักของคิมแจจุงเกิดจากความคิดที่ว่าไอ้หมีชั่วมันจะมาขอ ตาบตาบตาบตาบ... บอกแล้วว่าคิมแจจุงไม่เหมือนใคร

                ไม่ใช่แจจุง คุณไม่มีทางเข้าใจ.. ว่ามันเจ็บปวดแค่ไหนที่ไอ้บ้านั่นเห็นกูสำคัญแค่ร่างกายใช่จิตใจ กูอยากดราม่า กูอยากดราม่า...

                “นั่งทำไรอยู่คนเดียวอะ”

                ตามมาหลอนกูถึงโสตประสาทแล้วหรอ... กูคงเป็นโรคประสาทไปแล้วสินะ..

                “เห้ย ตายไปแล้วหรอ ทำไมไม่ตอบอะ” แจจุงได้ยินเสียงเลื่อนเก้าอี้ แต่ไม่กล้าส่งสายตาขึ้นไปมอง ไม่กล้ามอง กลัวเห็นเป็นภาพหลอนแล้วร้องไห้โฮอีกรอบ กลัวจริงๆ.. กลัวมากๆ.. กลัวเสียภาพพจน์

                “นี่..” ไม่ว่าเปล่า แจจุงรู้สึกถึงความอบอุ่นจากมือที่จับมือข้างหนึ่งของเขาไว้.. ภาพหลอนนี่ไม่ใช่แค่สามมิติหรอวะ..

                “ดีกันนะ”

          “...”

                “ขอโทษ...”

                แจจุงไม่ใช่นางเอกทั่วไป.. แจจุงเป็นคนที่ไม่เหมือนใคร..  เขาค่อยๆเงยหน้าขึ้นมามองต้นเสียง.. แล้วเอ่ยคำพูดที่จำไปจนวันตายว่า

            “เชลด้อน ไปหลบอยู่ใต้ทะเลหรือไงถึงเพิ่งจะมาพูดคำนี้อะ”

            ยุนโฮยิ้มกว้าง เออว่ะ บทจะง้อก็ง้อง่าย กูนึกว่าจะโดนสวดมาซักสิบรอบถึงจะหายงอน เอ้อ.. ดีเว้ย

                “ดีกันยัง.. มาง้อแล้วเนี่ย”

                “....”

                “เร็วๆ ดียัง หายงอนยัง”

                “หายงอนแล้ว..”

                ...กูโล่ง

                “หายงอนจากเมื่อห้าปีก่อนแล้ว.. รอคำว่าขอโทษมาตั้งนาน”

                ...กูโล่งสุดๆ

                “แต่ เรื่องเมื่ออาทิตย์ก่อนอะยังไม่หาย..” ไม่พูดเปล่า ตากลมๆใต้แว่นกรอบดำรื้นด้วยน้ำใสขึ้นมาอีกรอบ คราวนี้ยุนโฮใจเต้นตุ้มๆต่อมๆว่าจะโดนถีบกลับมามั้ยเหลือเกิน

                “พูด มาได้ยังไงว่าจะเอากันอะ..” คราวนี้อัพเลเวลเป็นเสียงสะอื้น “รู้ตัวปะว่ามันโคตรเหี้ยอะ ฮึก..” โอ้มายก้อด ชองยุนโฮอยากบ้าตาย นี่มันแผนขั้นสูงสุดใช่มั้ย! หลอกให้ตายใจแล้วทำให้ช้ำ... หลอกให้ตายใจแล้วด่ากู โห แผนสูงมากๆ แผนสูงสุดๆไปเลยอะ

                “อ่าว.. ก็อยากเอามันต้องคู่กับอยากได้นี่” เลือกตอบแบบใจเย็นสุดๆแล้ว

                “แล้วพูดออกมาได้ไงว่าอยากเอาอะ!”

            ...กูไม่รู้ ยูชอนสอนมา

                “อยากได้แค่ตัวฉันใช่มั้ยล่ะ”

                “เปล่า นี่เข้าใจอะไรผิดรึเปล่าเนี่ย?” หน้าเหวอไปแล้ว เหวอทั้งยุนโฮและแจจุง เหวอแบบเหวอโคตรๆ..

                เหวอจนคนรอบข้างเหวอไปด้วย สรุปได้คำเดียวว่า “โคตร เหวอ”

                “แล้วอยากได้กับอยากเอามันหมายความว่ายังไงเล่า”

                “ก็หมายความว่าอยากได้โอกาสให้แก้ตัวไงเล่า!”

                “....”

                “อยากได้โอกาสอะ อยากได้โอกาสอีกรอบ อยากกลับมาคบกันอีกรอบอยากได้โอกาสที่จะขอโทษอะ!”

                เอาแล้วมึง.. มันดราม่าแล้ว.. มันซึ้งแล้ว..

                เกาหลีมุงได้ก่อม็อบเล็กๆในร้านกาแฟแล้ว.. เก้าอี้ที่อยู่กระจัดกระจายเริ่มขยับเข้ามาใกล้ๆจุดศูนย์กลาง หูฟังถูกถอดออกบอกอาการพร้อม เผือก เต็มที่

                หากจะมองให้โรแมนติก...

          ก็จัดให้...

                เกล็ด หิมะเริ่มต้นโปรยปรายอีกครั้งด้านนอก.. เช่นเดียวกับกลิ่นกาแฟที่หอมกลุ่นทั่วร้าน คิมแจจุงเงยหน้าขึ้นสบตากับชองยุนโฮ... เป็นครั้งแรกในรอบห้าปีที่ทั้งสองคนเริ่มต้นใจเต้นอีกครั้ง..

                เมื่อ สองหัวใจเต้นเป็นจังหวะพร้อมกันโดยไม่รู้ตัว.. ฝ่ายคนตัวสูงก็กระแอมออกมาเล็กน้อย ส่วนคนตัวเล็กกว่าก็เบิกตากว้าง... แล้วพูดออกมาเบาๆ

                “ทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้...”

                “...ก็นึกว่าจะแปลออกนี่”

            “ไอ้ โง่ เอ๊ย!

            แจ จุงลุกขึ้นยืนอย่างไม่อายใคร โดยไม่ลืมฉุดกระชากยุนโฮให้ลุกขึ้นด้วย ริมฝีปากอิ่มค่อยๆทาบทับกับปากของอีกฝ่ายที่เจ้าตัวด่านักด่าหนาว่ามันห้อย แสนห้อย

                ให้ตาย..

                บทจะหายงอนก็งายโคตรๆ...

      แล้วยี่สิบกว่าหน้าที่ทะเลาะกันนี่... เพื่ออะไรวะ!!!!!!!!!

 

      ปล. นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าอย่าถือสากับฟิคเรื่องนี้ หากคุณจะเอาไปประยุกต์ใช้กับชีวิตจริง...

            จงอย่าท้อถอยกับการง้อ จงอย่ายึดติดกับการงอน ถ้าคุณไม่เริ่มก่อนแล้วใครจะเริ่ม จริงมั้ยJ?

            บางที.. ถ้าโกรธใครอยู่ ลองไปพูดคำว่า “ขอโทษ” กับเค้าก็ได้นะ ‘ ‘

 

-จบ-

ปล. สาระของฟิคเรื่องนี้อยู่ที่สามบรรทัดสุดท้าย